บทความนี้แปลจาก "Why don’t animals have wheels?" โดย Richard Dawkins ที่เผยแพร่ลงใน The Sunday Times วันที่ 24 พ.ย. 1996
ล้อคือสิ่งประดิษฐ์พื้นฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ ขอโทษทีหากผมจะบอกว่า เราไม่เพียงแต่ใช้ล้อในการเดินทางเท่านั้น โลกของเราหมุนด้วยล้อเลยแหละ ลองจับเอาเครื่องจักรที่ดูซับซ้อนสักอันมาแยกชิ้นส่วนดูสิ ใบพัดของเรือกับเครื่องบิน, สว่านเจาะ, เครื่องกลึง, จานปั้นหม้อ เทคโนโลยีของเราทำงานด้วยพื้นฐานของล้อทั้งสิ้น หากไม่มีล้อ โลกของเราจะหยุดชะงักลงในพริบตา
ล้อถูกประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกในเมโสโปเตเมียเมื่อประมาณ 4000 ปีก่อนคริสตกาล เราพอจะเดาได้ว่าล้อเป็นเทคโนโลยีระดับสูงที่ต้องถูกประดิษฐ์ขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง เพราะว่าตอนที่สเปนบุกเข้ายึดทวีปอเมริกา อารยธรรมบนทวีปโลกใหม่ยังไม่มีล้อใช้กันเลย แม้ว่าจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้างจากล้อที่พบเป็นส่วนประกอบของของเล่นเด็ก (มีการขุดพบวัตถุโบราณที่มีรูปร่างคล้ายรถเด็กเล่นเล็กๆ ในเม็กซิโก - ผู้แปล) ซึ่งก็ดูประหลาดจนน่าสงสัยไปสักหน่อย มันอาจจะเป็นตำนานเล่าขานปลอมๆ ก็ได้ใครจะรู้ เหมือนกับเรื่องเล่าที่บอกว่าชาวเอสกิโมมีคำเรียกหิมะแตกต่างกันถึง 50 คำ เรื่องโกหกพวกนี้แพร่กระจายได้ง่ายอยู่แล้วเพราะว่ามันน่าจดจำฝังจิตฝังใจดี
เมื่อไรก็ตามที่มนุษย์มีความคิดอะไรแปลกใหม่ออกมา ก็เป็นธรรมเนียมของนักสัตววิทยาที่คาดหวังว่าจะเจอกับเทคโนโลยีแบบเดียวกันถูกวิวัฒนาการขึ้นมาในอาณาจักรสัตว์ แล้วล้อหายไปไหน? ค้างคาวและโลมาพัฒนาระบบนำทางด้วยคลื่นเสียงก่อนที่วิศวกรมนุษย์จะประดิษฐ์โซนาร์และเรดาร์เป็นล้านๆ ปี งูล่าเหยื่อด้วยระบบตรวจจับความร้อนด้วยคลื่นอินฟราเรดก่อนที่เราจะมีขีปนาวุธนำทาง ปลาสองกลุ่มที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน (กลุ่มหนึ่งเป็นปลาโลกเก่า อีกกลุ่มปลาโลกใหม่) ได้พัฒนาแบตเตอรี่ไฟฟ้าขึ้นมา บางชนิดถึงขั้นปล่อยไฟฟ้าได้แรงพอที่จะช็อตคนสลบ บางชนิดก็ก้าวหน้าใช้สนามไฟฟ้านำทางผ่านกระแสน้ำอันขุ่นขลักด้วยซ้ำ ปลาหมึกมีระบบไอพ่นที่สร้างแรงขับให้มันพุ่งทะยานขึ้นพ้นจากน้ำได้ด้วยความเร็ว 45 ไมล์ต่อชั่วโมง แมลงกะชอนทำโทรโข่งโดยการขุดรูซ้อนกันเป็นกรวยเพื่อขยายเสียงเพลงของมันซึ่งก็ดังจนน่าตกใจอยู่แล้วให้ดังยิ่งขึ้น บีเวอร์ทำเขื่อนกั้นทำทะเลสาบเป็นอาณาเขตส่วนตัวเหนือน่านลำน้ำ
เชื้อราก็มียาปฏิชีวนะของตัวเอง (แน่นอน เราก็เอายาเพนนิซิลินมาจากรานั่นแหละ) ก่อนที่มนุษย์จะก้าวเข้าสู่การปฏิวัติกสิกรรม มดได้ปลูก, ถางวัชพืช, หมักสวนราของมันมาเป็นเวลาหลายล้านปีแล้ว มดบางชนิดเลี้ยงและรีดน้ำหวานจากเพลี้ยอ่อนราวกับเป็นฟาร์มปศุสัตว์ วิวัฒนาการแบบดาร์วินเนียนได้สร้างสรรค์เข็มฉีดยา, วาล์วปรับความดัน, แหตกปลา, ฉมวก, เบ็ด, ปืนกระสุนน้ำ, เลนส์อัตโนมัติ, เครื่องวัดแสง, เทอร์โมสแตท, บานพับ, นาฬิกา. และปฏิทิน แล้วล้อหายไปไหน?
ก็เป็นไปได้ว่าล้ออาจจะดูมหัศจรรย์เพราะว่ามันถูกมองเทียบกับขาที่แสนจะธรรมดาของเรา ก่อนหน้าที่เราจะมีเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิง (ซึ่งก็คือพลังงานแสงอาทิตย์ที่ถูกกักเก็บในเชื้อเพลิงฟอสซิล) สัตว์เกือบทุกชนิดวิ่งแซงเราได้อย่างง่ายๆ ไม่น่าแปลกใจเลยพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 จะยอมยกอาณาจักรของพระองค์ให้กับสัตว์สี่ขาในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก (มาจากบทพูด “A horse, a horse, my kingdom for a horse” ในบทประพันธ์ละคร Richard III ของเชคสเปียร์ - ผู้แปล) แม้แต่แข่งกับสัตว์สองขาด้วยกัน เราก็ยังแพ้นกกระจอกเทศและจิงโจ้อยู่ดี หรือบางทีสัตว์อาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากล้อเพราะว่าขาของมันวิ่งเร็วอยู่แล้ว ที่สำคัญพาหนะที่ใช้ล้อของเราในยุคต้นๆ ก็ยังต้องพึ่งแรงลากจากขา ล้อที่ผลิตขึ้นมาในทีแรกไม่ได้ทำให้เราเร็วกว่าม้า แต่มันทำให้เราเดินทางขนส่งด้วยกำลังของม้าได้สะดวกขึ้น หมายถึงสะดวกสำหรับมนุษย์เรานะ ส่วนสำหรับม้านั้น ล้อเป็นสิ่งที่ทำให้มันช้าลงและหนักขึ้น
ยังมีเหตุผลอีกประการที่แสดงให้เห็นว่าเราอาจให้ความสำคัญกับประโยชน์ของล้อมากเกินไปหน่อย ในการที่ล้อจะทำงานได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จะต้องมีของอย่างหนึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นมาก่อน นั่นคือ ถนน (หรือพื้นผิวอื่นๆ ที่เรียบแข็งให้ล้อแล่นผ่านได้) บนพื้นถนนหรือพื้นรางเรียบๆ เครื่องยนต์อันทรงพลังของรถสามารถเอาชนะม้าหรือสุนัขหรือแม้แต่ชีต้าห์ได้สบายๆ แต่ถ้าหากแข่งกันในสภาพภูมิประเทศรกชัฏหรือขรุขระมีหลุมบ่อเป็นลูกระนาดแล้ว รถของเราพ่ายแพ้หลุดลุ่ยแน่นอน รถที่เกลือกกลิ้งเด้งไปเด้งมาจะแซงม้าได้อย่างไร หากเทียบกับขนาดต่อขนาด แมงมุมไม่มีทางแพ้พาหนะติดล้อเลยไม่ว่าจะเป็นสภาพพื้นผิวแบบไหน
เอ่อ ถ้างั้นสงสัยว่าเราจะต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ ทำไมสัตว์ถึงไม่ทำถนนหละ? ในทางเทคนิคมันก็ไม่ได้ยากอะไร การสร้างถนนควรจะเป็นเรื่องกล้วยๆ เมื่อเทียบกับการสร้างเขื่อนของบีเวอร์หรือการประดับรังอย่างวิจิตรงดงามของนกบาวเวอร์ แม้แต่ตัวต่อหมาร่ายังรู้จักใช้หินมาตอกอุดดินให้แน่นเลย สัตว์ใหญ่ก็น่าจะพอใช้ทักษะในการทำอะไรคล้ายกันนี้มาสร้างถนนได้
คำถามนั่นพาเรามาสู่ปัญหาที่ไม่ได้คาดคิด แม้ว่าการสร้างถนนจะทำได้ในทางเทคนิค แต่มันเป็นกิจกรรมที่เสียสละตัวเองอย่างอันตราย ถ้าผมในฐานะสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งสร้างถนนอย่างดีเชื่อมจากจุด A ไปจุด B คุณและคนอื่นๆ ก็ได้ประโยชน์จากถนนเท่ากันกับที่ผมได้สิ แล้วนี่มันสำคัญตรงไหน? นี่แหละคือประเด็นหลักที่น่าหลงไหลและน่าประหลาดใจที่สุดประเด็นหนึ่งของแนวคิดแบบดาร์วินเนียน, เป็นประเด็นที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมเขียนหนังสือเล่มแรกของผม The Selfish Gene แนวคิดแบบดาร์วินเนียนเป็นเกมแห่งความเห็นแก่ตัว การสร้างถนนที่ช่วยคนอื่นจะต้องโดนลงโทษจากกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ คู่แข่งของผมได้รับประโยชน์จากถนนเท่ากับผม แต่ว่าเขาไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย
การคัดเลือกตามธรรมชาติจะยินดีเอนเอียงให้สร้างถนนก็ต่อเมื่อคนสร้างได้ประโยชน์จากถนนมากกว่าคู่แข่งของเขา กาฝากผู้เห็นแก่ตัวพร้อมเสมอที่จะมาใช้ถนนของคุณเพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องเสียแรงเสียเวลาไปสร้างถนนของตัวเอง พวกที่เห็นแก่ตัวจะใช้ความได้เปรียบตรงนี้ไปผสมพันธุ์ออกลูกออกหลาน ขณะที่คุณจะต้องเป็นทาส เหนื่อยสร้างถนนสายตัวแทบขาด เว้นแต่ว่าจะมีเงื่อนไขพิเศษเกิดขึ้น พันธุกรรมของพวกเห็นแก่ตัวที่ขูดรีดแรงงานของคนอื่นจะรุ่งเรืองก้าวล้ำบนแรงงานของพวกที่ขยันอุตสาหะสร้างถนนให้คนอื่นใช้ ผลสุดท้ายก็คือไม่มีใครยอมเลือกเสียสละสร้างถนน ซึ่งด้วยวิสัยทัศน์ของมนุษย์เราบอกได้เลยว่าทุกคนเสียโอกาสที่จะได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่การคัดเลือกตามธรรมชาติไม่มีวิสัยทัศน์คาดการณ์ล่วงหน้าเหมือนมนุษย์ผู้มีสมองอันชาญฉลาด
แล้วมนุษย์อย่างเรามีอะไรพิเศษที่ช่วยให้เราก้าวข้ามสัญชาตญาณเห็นแก่ตัวและสร้างถนนขึ้นมาใช้ร่วมกันได้? สิ่งที่เรามีคือรัฐบาล, ระบบภาษี, แรงงานสาธารณะที่เราทุกคนมีส่วนร่วมแม้ว่าจะชอบใจหรือไม่ก็ตาม แน่นอนพนักงานประจำด่านภาษีขาเข้าคงได้ยินคนบอกว่า “ท่านครับ ท่านเป็นคนดีมากๆ แต่ผมรู้สึกว่าผมคงจะขอไม่ร่วมระบบภาษีเงินได้ในแบบของท่านดีกว่า” ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ โชคไม่ดีที่ไม่มีสปีชีส์อื่นพัฒนาระบบภาษีขึ้นมาเลย อย่างไรก็ตามสัตว์อื่นก็ได้สร้างรั้ว (เสมือน) ขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ในอาณาเขตของมัน หากสัตว์ตัวนั้นๆ ต้องการจะได้รับประโยชน์จากทรัพยากรแต่เพียงผู้เดียว มันก็ต้องขยันขับไล่คู่แข๋งออกไปให้พ้นจากถิ่นของตน
สัตว์หลายชนิดเป็นสัตว์ที่หวงอาณาเขต ไม่ใช่แค่นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แม้แต่ปลาและแมลงก็ด้วย พวกมันจะปกป้องอาณาเขตจากคู่แข่งซึ่งเป็นสปีชีส์เดียวกัน เพื่อที่มันจะได้ตักตวงผลประโยชน์จากอาหารในพื้นที่ หรือ กันที่ไว้เป็นเวทีในการแสดงพฤติกรรมเกี้ยวพาราสีและทำรัง ในกรณีนี้สัตว์ที่ครอบครองพื้นที่กว้างใหญ่ก็น่าจะได้ประโยชน์จากเครือข่ายถนนที่เชื่อมโยงพาดผ่านอาณาเขตของมันหากมันขจัดคู่แข่งออกจากอาณาเขตได้โดยสิ้นเชิง แต่นี่ก็เป็นไปไม่ได้อีกเพราะความยาวของถนนจะถูกจำกัดด้วยความสามารถในการปกป้องพื้นที่จนเกินกว่าที่เกิดประโยชน์ใดๆ ถนนที่สร้างเพียงในอาณาเขตที่ตัวเองปกป้องได้ไม่ช่วยอะไรเลยในการเดินทางข้ามพื้นที่ระยะไกลๆ แม้ว่าจะเป็นถนนคุณภาพดีแค่ไหนก็ตาม ถนนสั้นๆ ที่ไร้ประโยชน์ไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่งดงามของวิวัฒนาการการเกิดล้อของสิ่งมีชีวิตเลย
มาถึงตรงนี้ ผมคงต้องเผยถึงข้อยกเว้นอันหนึ่งของสมมติฐานของผมสักหน่อย มีสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการสร้างล้อในแบบที่ตรงคำจำกัดความของล้ออยู่เหมือนกัน หรืออาจจะพูดได้ว่าอวัยวะที่ใช้ในการเคลื่อนที่อันแรกที่เกิดขึ้นมาบนโลกเมื่อประมาณ 2 พันล้านปีที่แล้วก็คือล้อ สิ่งมีชีวิตเพียงอย่างเดียวในตอนนั้นไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากแบคทีเรีย (จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แบคทีเรียก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก แค่แบคทีเรียในร่างกายเราก็มีจำนวนมากกว่าเซลล์ของเราหลายเท่าตัวแล้ว)
แบคทีเรียหลายชนิดว่ายน้ำโดยการหมุนหางที่เหมือนเส้นด้ายเป็นใบพัด หางแต่ละเส้นขับเคลื่อนด้วยการหมุนรอบแกนอย่างต่อเนื่องของแท่งโคนหาง เมื่อก่อนเราเคยคิดกันว่าแบคทีเรียเคลื่อนที่ด้วยการสะบัดหางหรือ “flagella” ของมันไปมา นั่นเป็นเพราะการหมุนหางยาวๆ นั้นทำให้เกิดเกลียวคลื่นตลอดความยาวของหางเหมือนกับงูที่กำลังเลื้อย แต่ความจริงมันเป็นสิ่งที่พิเศษมาก flagellum ของแบคทีเรียถูกยึดอยู่กับแท่งโคนหางที่หมุนอย่างอิสระราวกับแกนหมุนของล้อ โดยอาศัยพลังงานจากโมเลกุลเครื่องยนต์ขนาดจิ๋วที่อยู่ตรงช่องในผนังเซลล์

รูปภาพ flagella จาก Wikipedia
ข้อเท็จจริงที่ว่ามีแต่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ จิ๋วๆ เท่านั้นที่วิวัฒนาการล้อขึ้นมาอาจชี้แนะถึงเหตุผลที่ชัดเจนที่สุดว่าทำไมเราถึงไม่เห็นล้อในสัตว์ขนาดใหญ่ เหตุผลนี้อาจจะดูเป็นข้อจำกัดในทางปฏิบัติและข้อจำกัดทางตรงดื้อๆ ไปสักหน่อย แต่ก็เป็นเหตุผลที่สำคัญ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่จะวิวัฒนาการล้อขึ้นมาเป็นของตัวเอง (ไม่ใช่ล้อที่มนุษย์ประดิษฐ์) ต้องพัฒนาโครงสร้างขึ้นมารองรับตรงตำแหน่งอวัยวะที่จะเป็นล้อ ไม่ใช่สร้างขึ้นจากเศษวัสดุแล้วเอามาประกบเข้ากับตัว การสร้างอวัยวะขนาดใหญ่จะต้องมีระบบเลือดหรืออะไรที่ทำหน้าที่คล้ายกันไปหล่อเลี้ยง การโยงเส้นเลือด (ยังไม่ต้องพูดถึงเส้นประสาท) เข้าไปเลี้ยงอวัยวะที่ต้องหมุนรอบแกนตลอดเวลาเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะแค่หมุนวนไม่กี่รอบ เส้นเลือดก็คงพันกันยุ่งเป็นปมหมดแล้ว
วิศวกรมนุษย์อาจจะเสนอแนะให้วางเส้นเลือดลากผ่านท่อที่ฝังอยู่ในแกนหมุนตรงกลางของอวัยวะล้อ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น รูปร่างของล้อในลำดับวิวัฒนาการแต่ละขั้นจะมีรูปร่างหน้าตาเช่นไรหละ? การพัฒนาตามลำดับขั้นของวิวัฒนาการนั้นเปรียบได้เหมือนการปีนเขา (“Mount Improbable”) คุณไม่สามารถที่จะกระโดดจากตีนเขาขึ้นไปสู่ยอดเขาได้ด้วยการกระโดดเพียงครั้งเดียว การเปลี่ยนแปลงแบบพลิกผันทันทีทันใดอาจจะเป็นทางเลือกที่วิศวกรมนุษย์ทำได้ แต่ในธรรมชาติการไต่ไปให้ถึงยอดเขา Mount Improbable นั้นจะต้องค่อยเป็นค่อยไป ปีนจากจุดเริ่มต้นที่ตีนเขา ขยับขึ้นสูงไปทีละนิดตามเส้นทางที่อำนวย กรณีของล้อ วิศวกรอาจจะออกแบบสร้างขึ้นมาได้ด้วยโครงร่างอันเรียบง่าย แต่สำหรับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ต้องค่อยๆ ไต่ขึ้นยอดเขาทีละขั้นนั้น ล้อคือสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย มันเหมือนกับการกระโจนข้ามหุบผาอันกว้างใหญ่เกินเอื้อม
สารจากผู้แปล
หากใครไม่เข้าใจคำว่า “Mount Improbable” ในย่อหน้าสุดท้าย ขอให้ตามไปชมคลิป Royal Institution Christmas Lectures ปี 1991 โดย Richard Dawkins ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=YT1vXXMsYak หรืออ่านหนังสือ Climbing Mount Improbable (ผมแอบโฆษณาหนังสืออีกแล้วสินะ อิอิ) โดยคร่าวๆ มันคือการเปรียบเทียบลำดับการวิวัฒนาการเหมือนการไต่เขา หากเรามองดูภูเขาจากด้านหน้า จะเห็นเป็นเหมือนหน้าผาสูงชันที่มีสัตว์ต่างๆ อยู่บนยอดเขา ดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ที่มันจะปีนขึ้นไปได้เองนอกจากมีคนจับมันไปวางไว้ แต่หากเดินอ้อมไปดูอีกด้านของภูเขา จะเห็นว่ามันมีทางลาดที่ไม่ชันมากนักให้สัตว์ค่อยๆ ปีนขึ้นไปได้
ผมเจอบทความนี้เพราะว่ามันถูกพูดถึงในคลิป vsauce http://www.youtube.com/watch?v=sAGEOKAG0zw หลังจากที่ได้ไปค้นหาตามอ่าน ผมประทับใจมากเพราะว่า Richard Dawkins สามารถโยงจากคำถามที่เรียบง่ายไปสู่แนวคิด Selfish Gene, การไต่ Mount Improbable, และการโต้แย้งประเด็นเรื่อง "ผู้สร้าง" ได้อย่างหมดจดงดงาม ผมจึงอยากแปลเผยแพร่ให้คนได้อ่านกันในวงว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


เปิดทุกหัวข้อ
ปิดทุกหัวข้อ
อ่านหมดแล้ว
ยังไม่ได้อ่านทั้งหมด
ล้างประวัติการอ่าน
วิธีการใช้งาน


















